Home Entertainment

Rogue One (STAR WARS Story) – สนุกยิ่งกว่า Episode VII ซะอีก

Rouge One - Rogue One (STAR WARS Story) - สนุกยิ่งกว่า Episode VII ซะอีก
Rouge One หนังภาคเดี่ยวจาก STAR WARS

ระหว่างที่เรารอ STAR WARS: Episode VIII ที่มีคิวเข้าฉายปีหน้า ความโชคดีก็คือเรามีโอกาสได้ดูภาคแยกอย่าง Rogue One มาคั่นเวลา ซึ่งหลังจากที่ดูจบแล้ว รู้สึกเลยว่า Rogue One ทำได้ดีกว่า Epiode VII ที่เราได้ดูเมื่อปีที่แล้วเสียอีกครับ

No Spoiler

Rogue One เป็นภาคแยกของ STAR WARS ซึ่งจะย้อนไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะเกิด Episode IV: A new hope แต่อยู่หลังเหตุการณ์ในภาคที่ 3 แน่นอนว่าถ้าคุณเคยดู Episode IV มาก่อน ก็คงทราบว่า หนังได้ดำเนินเรื่องโดยมี Princess Leia ได้รับพิมพ์เขียวดาวมรณะ Death Star แต่หนังไม่ได้เล่าย้อนกลับไปว่า ทำไม Leia ไปทำอะไรมาถึงได้พิมพ์เขียวของยานลำนี้ได้

โดยที่ Rogue One จะบอกเล่าทุกอย่างเองครับว่า ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ใน Epidoe IV A New Hope กลุ่มกบฏเล็กๆ ที่เรียกขานตัวเองว่า Rogue One คือกลุ่มคนสำคัญที่ทำให้ภารกิจในการต่อกรกับจักรวรรดิในการทำลาย Death Star ลุล่วง

ตัวละสำคัญในภาคนี้ก็คือ Jyn Erso รับบทโดย Felicity Jones ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ การที่ STAR WARS เริ่มหันมาให้ความสนใจในการนำตัวละครหญิงมาเป็นบทสำคัญ ถือเป็นแนวความคิดที่มีความร่วมสมัยอย่างมาก โดยเฉพาะการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ เพราะนับตั้งแต่ The Force Awakens (Epidode VII) จักรวาลแห่งสงครามอวกาศดวงดาวนี้ ก็เริ่มหันมาใช้ตัวละครผู้หญิงมารับบทนำอย่างเช่น Rey

แม้ว่าใน Episode IV, V, VI ตัวละคร Princess Leia ก็ถือเป็นนักแสดงนำ แต่ผมก็ยังไม่รู้สึกว่า ออร่าแห่งความโดดเด่นดูจะอับแสงกว่าเมื่อเทียบกับ Rey และ Jyn Erso สิ่งนี้นับว่า เป็นแนวความคิดที่มีความทันสมัยมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ซึ่งถ้ามีโอกาสจะกล่าวเพิ่มเติมในประเด็นนี้)

ขณะเดียวกัน Rogue One ก็เป็นการนำเสนอในมุมอีกด้านหนึ่งของสงครามอวกาศที่ไม่ได้วนเวียนอยู่ในเฉพาะตระกูล Skywalker แต่กลับเริ่มพูดถึงคนเล็กคนน้อยที่รวมตัวกันต่อต้านจักรวรรดิผู้ชั่วร้ายว่า พวกเขาเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร ทั้งยังเป็นการเชิดชูกลุ่มคนเหล่านี้ว่า มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ในระดับที่ทัดเทียมกับคนที่เป็นผู้นำ (ซึ่งถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์มาในหลายๆ ครั้งเราจะเห็นว่าในการเขียนประวัติศาสตร์จะไม่มีชื่อของคนเล็กคนน้อยเหล่านี้เลย)

ในความเห็นส่วนตัวเมื่อนำภาค Rogue Oneกับ Epidoe VII มาเทียบกันแล้ว ผมมีความรู้สึกว่า ‘ชอบ’ Rogue One มากกว่าด้วยหลายเหตุผล เช่นที่เรียนไว้ข้างต้นคือ การให้ความสำคัญแก่คนตัวเล็กๆ ในชั้นปฏิบัติการ ต่อมาก็คือ การสร้างแนวทางดำเนินเรื่องที่มีความแปลกใหม่ ไม่เดินตามขนบที่สร้างมาของภาพยนตร์ชุดนี้, การสร้างบทพูดที่กล่าวถึงประเด็นทางการเมือง โดยเฉพาะ Galen Erso ได้พูดกับ Orson Krennic ที่ว่า ความสงบที่มาจากการสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คน ไม่ใช่ความสงบที่แท้จริง

ที่น่าสนใจไปกว่านั้นในภาพยนตร์ Rogue One จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เซอร์ไพร์ส’ จำนวนมากให้แก่สาวกระดับเดนตายให้ได้รู้สึก ‘ฟิน‘ กันไปตามๆ กันอย่างแน่นอน

ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องติดตามกันในโรงภาพยนตร์ครับ