[Review] Galaxy S6 edge+: ภาคต่อ S6 edge ที่ยังคงพรีเมียม แต่เพิ่มความใหญ่ และสเปกที่จัดเต็ม

S6-edge+_1

ปีนี้ซัมซุงถือว่าเตรียมตัวมาดี เพราะไม่ว่าจะเป็นรุ่นไฮเอนด์ในตระกูล เอส อย่าง Galaxy S6 และ Galaxy S6 edge เปิดตัวออกมาแล้ว กระแสตอบรับออกมาดี เพราะตัวเครื่องพรีเมียมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ตระกูลเอส ทั้งสองรุ่นเปิดตัว วางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อย ก็มีกระแสข่าวออกมา และมีความน่าเชื่อถือมากว่า ซัมซุงมีแผนเปิดตัว Galaxy S6 edge+ เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ต้องการความพรีเมียม สเปกที่อัดแน่น จัดเต็ม และขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง เมื่อซัมซุงเปิดตัว Galaxy S6 edge+ ควบคู่กับ Galaxy Note 5 สมาร์ทโฟนที่มีคู่หูเป็นปากกา S Pen

Learn More: Galaxy Note 5 Review

Look ‘n Feel

ในสัมผัสแรกของผมและ Galaxy S6 edge+ ทุกอย่างเหมือนกับ Galaxy S6 edge แทบทุกประการครับ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ ซอฟต์แวร์ ฟีเจอร์การใช้งาน เพียงแต่ว่า ที่ชัดเจนขึ้นก็คือขนาดหน้าจอที่กระโดดจาก 5.1 นิ้ว มาเป็น 5.7 นิ้ว “ความใหญ่” ของหน้าจอส่งผลต่อการใช้งานไม่น้อยครับ เนื่องด้วยตัวเครื่องมีขนาดที่ยาวขึ้น เช่นเดียวกับด้านข้างที่อ้วนขึ้น ทำให้การพกพา การใช้งาน การจับ การถือ ในชีวิตประจำวันยากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย

แต่แน่นอนว่า ส่วนที่เป็นส่วนโค้งด้านข้างทั้งสอง ยังเป็นสิ่งที่ผมยืนยันว่า มีประโยชน์มาก เพราะทำให้การจับตัวเครื่องมีความกระชับเหมาะมือ

ด้านน้ำหนักตัวเครื่อง ฝั่ง Galaxy S6 edge+ พกพาน้ำหนักที่มากกว่า อยู่ที่ 153 กรัม ฝั่ง Galaxy S6 edge อยู่ที่ 132 กรัม แต่พอใช้งานจริงไม่ได้รู้สึกถึงความแตกต่างมากมายนัก

ส่วนงานออกแบบอื่นๆ ยืนพื้นตาม Galaxy S6 edge ทุกประการ

Adding edge Screen

Edge+

จุดขายของ Galaxy S6 edge และ edge+ ในมุมมองของผมก็คือ การทำอย่างไรก็ได้ที่จะบริหารหน้าจอส่วนโค้งให้ใช้งานจริงได้มากที่สุด แม้ในบางครั้งผมยอมรับว่าไม่ได้ใส่ใจกับฟังก์ชันนี้มากนัก เว้นเสียแต่ว่า ความโค้งของหน้าจอมันช่วยทำให้จับเครื่องได้ง่ายขึ้นเท่านั้น

ถึงกระนั้นผมก็ยังชอบ edge Screen อยู่ดี จากเดิมใน Galaxy S6 edge นั้นจะเป็นพื้นที่ที่ให้เราได้วางเบอร์โทรศัพท์ “สำคัญ” ห้าเบอร์เพื่อง่ายในการโทรติดต่อ แต่ใน Galaxy S6 edge+ ได้เพิ่มช่องทางลัดในการเรียกใช้แอปพลิเคชันที่เราใช้งานบ่อย ทำให้การเรียกใช้งานแอปทำได้ง่ายและเร็วขึ้น รวมถึงการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของ edge Screen ได้ตามอิสระ

Hardware

S6-edge+_4

ด้วยความที่ Galaxy S6 edge+ ถือกำเนิดพร้อมๆ กับ Galaxy Note 5 จึงทำให้สเปกที่อยู่ภายในตัวเครื่องมีความใกล้เคียงกัน และอาจรวมถึง Galaxy S6 edge รุ่นน้องไซส์เล็กอีกด้วย อาจต่างกันเพียงว่า รุ่นพี่ Galaxy S6 edge+ ทำงานภายใต้แอนดรอยด์ 5.1.1 Lollipop ตั้งแต่เริ่ม หน่วยความจำสำรอง (RAM) ที่มีมาให้ 4GB ทำให้การใช้งานไม่ต้องกังวลว่า อาจแรมไม่พอ จนถูกทิ้งไว้กลางทาง

ฉะนั้นการใช้งาน ตั้งแต่การเครือข่ายสังคม ไปจนถึงการเล่นเกม ไม่ต้องห่วงว่า จะเล่นเกมไหนไม่ได้ สบายหายห่วง เพราะสเปกเครื่องอัดแน่นเต็มสูบ

Smiles! Capture! = แชะ

Galaxy S6 edge+ มาพร้อมกับกล้องความละเอียด 16 ล้านพิกเซล ซึ่งตีคู่มากับ OIS ทำให้รองรับการสั่นไหวที่มาจากมือได้เป็นอย่างดี ด้วยขนาด 5.7 นิ้ว ผมยังถือว่าเป็นขนาดที่ไม่ได้ใหญ่มาก หากใช้งานด้านการถ่ายรูป

ด้านการเซลฟี่ ผมก็ยังชอบการใช้คำสั่งเสียงในการถ่ายภาพ เพราะด้วยชุดคำสั่งก็ถือว่าเข้าใจง่าย สมเหตสมผล (make sense) นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมีคีย์ลัดในการเรียกใช้กล้องง่ายๆ ด้วยการกดปุ่มโฮมรัวๆ สามครั้ง

สรุป

S6-edge+_8

ในความเห็นของผมแล้ว Galaxy S6 edge+ คือ สมาร์ทโฟนที่จะโดนใจกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องการหน้าจอที่ใหญ่กว่า 5.1 ของ Galaxy S6 edge เพราะนี่คือ สมาร์ทโฟนระดับสูงอีกหนึ่งของซัมซุง

แต่หากคิดคำนึงแล้วนำมาเปรียบเทียบกับ Galaxy Note 5 อันนี้แบ่งแยกค่อนข้างง่าย เพราะว่า S Pen จะฟรีสไตล์กว่า ทั้งยังตอบโจทย์การใช้งานของคนที่ชื่นชอบการจดบันทึก หรือเป็นเจ้าพ่อไอเดีย ซึ่งต้องการจดสิ่งที่อยู่ในสมองออกทันที ก่อนที่มันจะหายไป ไม่ทันกาล

อย่างไรก็ตาม ผมคงต้องยกจุดที่น่าเสียดายจากที่เคยรีวิว Galaxy S6 edge ตรงที่ตัวเครื่องไม่อาจเพิ่ม microSD กับอีกอย่างหนึ่งก็คือ ด้วยตัวเครื่องออกแบบโดยใช้กระจก นั่นหมายถึงว่า การใช้งานตัวเครื่องจำเป็นต้องมีความระมัดระวังไม่น้อย ถ้าเกิดอุบัติเหตไม่คาดฝันขึ้นมา อาจกลายเป็นฝันร้ายในทันที