Home PR News

[PR] อินเทลมองมนุษย์คือสุดยอดโมบายล์แพลตฟอร์ม

011 - [PR] อินเทลมองมนุษย์คือสุดยอดโมบายล์แพลตฟอร์ม

ดร.เจเนวีฟ เบล ผู้บริหารของอินเทล ซึ่งเป็นนักมานุษยวิทยา กล่าวยืนยันในงาน อินเทล ดิเวลล็อปเปอร์ ฟอรั่ม หรือ ไอดีเอฟ (Intel Developer Forum – IDF) ว่า อนาคตของโมบายล์ไม่ได้มีเพียงแบบเดียว แต่จะมีมากถึงเจ็ดพันล้านแบบ โดย เบล ได้อธิบายให้ผู้เข้าร่วมงานฟังว่า มนุษย์คือสุดยอดโมบายล์แพลตฟอร์มมาโดยตลอดและจะเป็นแบบนี้ต่อไป โดยเธอได้ขยายความให้เห็นว่า เทคโนโลยีโมบายล์ถูกนำมาใช้กันยาวนานเพื่อเสริมการทำงานทางกายภาพและร่างกาย หรือเพื่อแก้ไขความบกพร่องของมนุษย์ และช่วยเสริมศักยภาพในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จได้อย่างไร

ดร.เจเนวีฟ เบล กล่าวว่า “เทคโนโลยีโมบายล์เข้ามาเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมมนุษย์มานานหลายศตวรรษแล้ว และในอนาคต เทคโนโลยีโมบายล์ไม่เพียงแต่จะได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีประมวลผลที่มีขนาดเล็กลง ซึ่งเป็นไปตามกฎของมัวร์ (Moore’s Law) เท่านั้น แต่ยังจะได้รับอิทธิพลจากอัตราการเติบโตของประชากรทั่วโลกอีกด้วย  แรงบันดาลใจของเราไม่ควรจะมาจากการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น แต่ควรมาจากความต้องการและความปรารถนาของมนุษย์เอง เราไม่ได้สร้างอนาคตที่มีเพียงแบบเดียว แต่เป็นอนาคตที่มีความเป็นไปได้ถึงเจ็ดพันล้านรูปแบบ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”

สิ่งที่ผู้คนต้องการสำหรับเทคโนโลยีโมบายล์ในอนาคต

จากการทำงานของ ดร.เบล ที่อินเทล ในฐานะนักมานุษยวิทยา เธอได้ค้นพบข้อมูลสำคัญของสิ่งที่ผู้คนปรารถนาและเป็นกังวล เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี  โดยผลการศึกษาจากการทำสัมภาษณ์ถึง 250,000 ครั้งใน 45 ประเทศ ดร.เบล ได้เปิดเผยให้ผู้ร่วมงานไอดีเอฟทราบถึงสิ่งที่ผู้คนปรารถนาจะได้รับจากเทคโนโลยีโมบายล์ในอนาคต โดยสรุปได้เป็นแนวทางหลัก 4 ประการ ซึ่งประกอบด้วย เทคโนโลยีที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง ไม่ยุ่งยากในการใช้งาน ทันต่อข้อมูลล่าสุดอยู่เสมอ และช่วยให้เข้าใจตนเองดีขึ้น

ดร. เบล อธิบายว่า เทคโนโลยีที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ นี้ เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เทคโนโลยี จะถูกนำไปฝังตัวอยู่ในวัตถุและสภาพแวดล้อมที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กัน สิ่งที่นำมาสาธิตต่อผู้ร่วมงาน คือ “เครื่องแต่งกายอัจฉริยะ” จากสถาบัน Fraunhofer Institute for Reliability and Microintegration กรุงเบอร์ลิน เทคโนโลยีนี้คือการนำแผงวงจรที่ยืดหดได้ไปฝังอยู่ในเสื้อแจ็กเก็ตของนักปั่นจักรยาน ถ้านักปั่นจักรยานเหยียบเบรก แผงไฟสีแดงบนเสื้อจะส่องสว่างทันทีเพื่อทำให้คนรอบข้างเห็นถึงการสื่อสารของนักปั่นจักรยานได้อย่างทันท่วงที

เครื่องแต่งกายอัจฉริยะชุดนี้คือตัวอย่างการนำเสนอแนวทาง 4 ประการที่มนุษย์ต้องการจากเทคโนโลยีโมบายล์ในอนาคต นักปั่นจักรยานสามารถเพลิดเพลินกับการปั่นจักรยานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องกังวลถึงการควบคุมการทำงานของเสื้อแจ็กเก็ต นอกจากนั้นเสื้อแจ็กเก็ตยังเข้ามาเป็นส่วนเสริมของร่างกายที่ทำให้คนอื่นๆ มองเห็นเขาได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สามารถขี่จักรยานได้อย่างปลอดภัยตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางวันหรือกลางคืน

เทคโนโลยีที่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็น

ดร.เบล เน้นย้ำให้ผู้ร่วมงานฟังว่า ความต้องการเหล่านี้ของมนุษย์ส่งผลให้อินเทลและชุมชนนักพัฒนาต้องคิดนอกกรอบออกไปจากอุปกรณ์พกพาที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต และเปลี่ยนไปมองภาพมุมกว้างที่ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูลส่วนตัว สถานที่ และผู้คนแทน โดยเธอได้ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่ดีที่สุดในอนาคตจำเป็นต้องเข้าใจถึงลักษณะเฉพาะรวมถึงวิธีการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคน และสามารถตอบสนองการใช้งานที่มีความเฉพาะตัวที่แท้จริงได้ด้วย แนวทางนี้คือตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาองค์ประกอบพื้นฐานของเทคโนโลยี ซึ่งประกอบด้วยชิพ ระบบปฏิบัติการ มิดเดิลแวร์ แอพลิเคชั่น การบริการ และประสบการณ์จากการใช้งาน

“วิสัยทัศน์ในระดับโลกจำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างสิ่งที่เทคโนโลยีสามารถสร้างได้และความต้องการของแต่ละบุคคล” ดร. เบลกล่าว “อินเทลจะมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีที่สุด รวมทั้งเป็นพันธมิตรร่วมกับนักพัฒนาทั่วโลกเพื่อนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีซิลิกอนมาช่วยเพิ่มประสบการณ์การใช้งานโมบายล์ที่มีลักษณะเฉพาะตัวได้อย่างแท้จริง”

ระบบประหยัดพลังงานคือตัวชี้วัดความสำเร็จของการใช้งานโมบายล์ที่มีความเฉพาะตัวอย่างแท้จริง

ดร.เบล อธิบายว่าอนาคตของเทคโนโลยีโมบายล์จำเป็นต้องมีอัตราการใช้พลังงานที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน อุปกรณ์จำเป็นต้องเข้าใจผู้คนได้ดีขึ้น การตรวจสอบลักษณะการทำงานแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องใช้พลังงานที่ต่ำมากด้วย ผู้บรรยายร่วมบนเวทีของ ดร. เบล คือ ไมค์ เบล รองประธานกลุ่มอุปกรณ์แนวใหม่จากอินเทล โดยเขาได้ทำการสาธิตการทดสอบโปรเซสเซอร์รุ่นทดลองของอินเทลที่ใช้พลังงานของแบตเตอรี่ที่ได้มาจากไวน์ 1 แก้ว ซึ่งโปรเซสเซอร์ดังกล่าวสามารถเปิดใช้งานได้จำแนกสภาพแวดล้อมได้ และส่งรูปภาพไปยังจอภาพ eInk ได้

“การใช้พลังงานต่ำเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมากสำหรับอนาคตจากอุปกรณ์ที่นำมาสวมใส่ในร่างกายและใช้เป็นเซ็นเซอร์ในสภาพแวดล้อมต่างๆ เนื่องจากการชาร์ตแบตเตอรี่บ่อยๆ หรือการเดินสายไฟเป็นเรื่องยุ่งยากหรือในบางครั้งเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้” ไมค์ เบล กล่าว “และเมื่อเราทำได้เช่นนั้น เทคโนโลยีจึงจะมีความเฉพาะตัวอย่างแท้จริงและสามารถฝังอยู่ในสถานที่ต่างๆ ที่เราอยู่หรือผ่านเข้าไปได้”

ความสำคัญของการเข้าใจต่อสภาพแวดล้อม

องค์ประกอบอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับนักพัฒนาคือ การสร้างแอพลิเคชั่นและบริการที่นำเสนอรูปแบบการใช้งานแบบโมบายล์ที่มีความเป็นส่วนตัวอย่างแท้จริง ซึ่งมิดเดิลแวร์นั่นเองที่ช่วยให้อุปกรณ์ต่างๆ เข้าใจสภาพแวดล้อมที่ผู้ใช้กำลังทำงานอยู่ ดร.เบล ทำการสาธิตเทคโนโลยีที่เข้าใจสภาพแวดล้อมให้ผู้ร่วมงานได้ชมผ่านสมาร์ทโฟนที่สามารถจำแนกได้ว่า มีคนสองคนอยู่ใกล้กันโดยการจับเสียงที่ได้ยินผ่านไมโครโฟนของตัวอุปกรณ์ ข้อมูลดังกล่าวถูกใช้ในการสร้างคำแนะนำสำหรับบริการในบริเวณใกล้เคียง เช่น ร้านอาหาร เป็นต้น ระบบจะปรับคำแนะนำเหล่านี้ให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคลหรือกลุ่มคน ตัวอย่างเช่น ระบบจะแนะนำตัวเลือกที่ต่างกันสำหรับเวลาที่อยู่กับเพื่อนกับครอบครัว หรือกับเพื่อนร่วมงาน เป็นต้น

การสาธิตต่อมาของ ดร.เบล เน้นไปที่การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ที่เข้าใจสภาพแวดล้อมและการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาความปลอดภัยและความสะดวกส่วนตัว การสาธิตในรูปแบบ “ระบบพิสูจน์แนวคิด” ที่สมาร์ทโฟนสามารถเฝ้าติดตามรูปแบบการเดินของผู้ใช้งาน และสามารถจดจำผู้ใช้งานได้อย่างมั่นใจเพียงพอที่จะเข้าถึงการทำงานที่มีความเสี่ยงต่ำบางชนิดของอุปกรณ์ได้แล้ว โดยเธอชี้ว่า แนวทางการรักษาความปลอดภัยในลักษณะนี้คือการสร้างความปลอดภัยภายใต้การควบคุมของเจ้าของตัวจริงในอุปกรณ์ ซึ่งถือเป็นโมเดลการรักษาความปลอดภัยในอนาคตที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์แบบพกพา

ผู้ที่ขึ้นบนเวทีเพื่อทำการสาธิตร่วมกับ ดร.เบล อีกท่านหนึ่ง คือ ปีเตอร์ บิดเดล ผู้จัดการทั่วไป แผนกอินเทล คลาวด์เซอร์วิส ที่ได้นำบริการคลาวด์ตามแบบ “ระบบพิสูจน์แนวคิด” ที่มีแดชบอร์ดแสดงให้ผู้ใช้งานทราบว่าข้อมูลส่วนตัวมีความปลอดภัยเพียงใดในอุปกรณ์และเครือข่ายทางสังคมของตนเอง