หน้าแรก PR News

[PR] หัวเว่ย แสดงศักยภาพเทคโนโลยี LTE

BF3X5462- REV

ภาพรวมเกี่ยวกับการให้บริการเทคโนโลยีไร้สาย (Wirelss Solution)

  • จากข้อมูลล่าสุด สิ้นไตรมาสแรกของปี 2558 มีผู้ให้บริการ (Operator) กว่า 500 แห่ง และผู้ใช้งานทั่วไปประมาณ 2 พันล้านคน ทั่วโลกที่ใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีไร้สายของหัวเว่ย
  • รายงาน “ส่วนแบ่งตลาดโลกของโครงสร้างพื้นฐานเคลื่อนที่” ประจำปี 2557 (Global Mobility Infrastructure Market Share) โดยบริษัทวิจัยการตลาด เดลล์ โอโร่ ระบุว่า ส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์เครือข่ายกลุ่มแรน (RAN: Radio Access Network) ที่หัวเว่ยถือครองนั้นอยู่ที่ 24% ซึ่งคิดเป็นอันดับ 2 ของโลก
  • รายงานฉบับเดียวกันนี้ระบุว่า เงินลงทุนในธุรกิจ RAN ทั่วโลกในปี 2557 คิดเป็น 286 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้น 5.31% จากยอด 32.558 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2556
  • รายงานยังเผยด้วยว่า รายได้จากธุรกิจแอลทีอี (LTE: Long-Term Evolution) ของหัวเว่ยในปี 2557 นั้นอยู่ที่ 352 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 22.6% โดยรายได้จากธุรกิจ LTE ทั้งหมดของหัวเว่ยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ยังมีมูลค่าสูงถึง 1.082 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เกี่ยวกับหัวเว่ย

  • หัวเว่ยมีวิศวกรกว่า 15,000 คน ที่ทำการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเฉพาะ โดยหัวเว่ยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาอยู่ในหลายประเทศ ดังนี้ สวีเดน (สตอล์คโฮล์ม), รัสเซีย (มอสโคว์), อินเดีย (บังกาลอร์) และจีน (เซินเจิ้น, เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง, นานจิง และเฉิงตู)
  • หัวเว่ยได้ตั้งศูนย์พัฒนานวัตกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Innovation Centers) กว่า 10 แห่งทั่วโลก เพื่อส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือในด้านการวิจัยภาคสนามร่วมกับผู้ให้บริการทั่วโลกในด้าน โมบายบรอดแบนด์ (MBB: Mobile broadband), LTE, ซิงเกิลแรน (SingleRAN), เอเอเอส (AAS: Adaptive Antenna System) และ พีเอส (PS: Packet Switching)/ อีพีซี (EPC: Evolved Packet Core)
  • หัวเว่ยมีบุคลากรทางด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 500 คน ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับโซลูชั่น Cloud Edge ซึ่งรวมถึง COTS, Hypervisor, VNF, MANO และอื่นๆ โดยบุคลากรทั้งหมดนี้ทำงานอยู่ในศูนย์วิจัยและพัฒนา 7 แห่งทั่วโลก (เซี่ยงไฮ้, ปักกิ่ง, เซินเจิ้น, ซีอาน, บังกาลอร์, สตอล์คโฮล์ม, ซิลิคอน แวลีย์) อีกทั้งหัวเว่ยยังได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ NFV (Network Functions Virtualization) Open Lab ที่ทันสมัย 3 แห่ง (ในสหรัฐอเมริกา, จีน, เยอรมนี) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือกันในกลุ่มอุตสาหกรรม

LTE

  • เครือข่าย LTE ของหัวเว่ยสามารถรองรับการใช้งานในช่วงเวลาสำคัญๆ มาได้โดยตลอด เทคโนโลยีหลักๆ เช่น การรวมช่องสัญญาณความถี่ (CA: Carrier Aggregation), VoLTE (Voice over LTE), 700M, 450M และ5G ล้วนแต่เป็นปัจจัยบ่งชี้ว่าหัวเว่ยเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และทำให้บริษัทสามารถรักษาสถานะผู้นำในสถานการณ์ที่มีปริมาณทราฟฟิตหนาแน่นได้
  • ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2558 หัวเว่ยได้วางระบบเครือข่าย LTE เพื่อการพาณิชย์ไปแล้วทั้งสิ้น 189 เครือข่าย ซึ่งถือว่ามากกว่าบริษัทอื่นๆ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังเป็นผู้วางระบบเครือข่าย LTE-A (LTE-Advance) มากถึง 33 เครือข่าย จาก 64 เครือข่ายทั่วโลก ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นอันดับ 1
  • ด้วยเครือข่ายธุรกิจใน 6 ทวีป เครือข่าย LTE ของหัวเว่ยจึงครอบคลุมเมืองหลวงกว่า 100 แห่ง และเมืองที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอีก 9 แห่ง รวมถึงลอนดอน ฮ่องกง, สิงคโปร์, ซูริค, โซล, โตเกียว, เจนีวา, และโตรอนโต
  • จนถึงวันนี้ หัวเว่ยได้มีส่วนช่วยบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นแนวหน้าของโลกหลายราย ในการเปิดตัวบริการระบบ LTEเพื่อการพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น เบลล์, ดอยช์ เทเลคอม, อีอี, เอติซาลัต, เอ็มทีเอส, ซอฟต์แบงค์, ซาอุดิ เทเลคอม คอมปานี, เทเลโฟนิก้า, เทเลนอร์, เทเลียโซเนรา, เทลัส, โวดาโฟน และอื่นๆ
    • ในงาน Mobile World Congress 2015 หัวเว่ยแล แอลจียูพลัส (LG U+) ได้เปิดตัวเครือข่าย LTE/LTE-A ที่ดีที่สุดในเกาหลี ซึ่งได้นำโซลูชั่น LTE-A Everywhere มาประยุกต์ใช้ เครือข่ายดังกล่าวนี้ยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีทันสมัยอีกหลายตัว เช่น CoMP Everywhere, CA Everywhere และอื่นๆ
    • ในงาน Mobile World Congress 2015 หัวเว่ยได้เปิดตัว IPRAN inter-site CA Solution ตัวแรกของโลก โซลูชั่นดังกล่าวนี้ได้ใช้เทคโนโลยี inter-site CA ของหัวเว่ย ซึ่งได้รวมช่องสัญญาณคลื่นความถี่ (Carrier Aggregation หรือ CA) 1800 และ 2600 เมกะเฮิรตซ์ โดยมีพื้นฐานอยู่บนระบบ IPRAN backhaul และเทคโนโลยีนี้สามารถรับส่งข้อมูลด้วยอัตราความเร็วสูงสุดถึง 300 Mbps
    • ในงาน Mobile World Congress 2015 หัวเว่ยยังได้เผย 3 ตัวชี้วัดหลักของเทคโนโลยี 5G ซึ่งได้แก่ อัตราความเร็วสูงสุดที่อยู่ในระดับกิกะไบต์ต่อวินาที (Gbps), ความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ได้ถึง 30,000 ล้านเครื่อง และค่าหน่วงเวลา (latency) ระหว่างต้นทางปลายทาง (E2E) เพียง 10 มิลลิวินาที (ms) พร้อมทั้งนำเสนอวิธีที่ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้ร่วมกับโวดาโฟนในการเผยโฉมบริการมาตรวัตรพลังงานอัจฉริยะ (smart meter) ซึ่งทำงานบนเทคโนโลยี LTE-M อีกทั้งยังเปิดตัวโดรนที่สามารถควบคุมผ่านสัญญาณ 4.5G ได้ และจัดการประชุม Global Celluar IoT Analyst Summit เพื่อส่งเสริมกระบวนการวางมาตรฐานเกี่ยวกับสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และเทคโนโลยี LTE-M รวมถึงการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย
    • ในปี 2557 หัวเว่ยได้จัดการประชุม Global 700M Summit พร้อมทั้งร่วมก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรด้านอุตสาหกรรม 700MHz Alliance ขึ้น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี 700M โดย ณ สิ้นปี 2557 มีเครื่องเทอร์มินัลที่รองรับเทคโนโลยี 700M ได้มากถึง 55 รุ่น ในขณะที่ ณ ต้นปี 2557 ไม่มีอุปกรณ์สามารถรองรับได้เลย
    • ในเดือนสิงหาคม ปี 2557 หัวเว่ยสามารถรองรับการสื่อสารหว่างเทศกาลดนตรี Fuji Rock Festival ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีแฟนเพลงกว่า 200,000 คนเข้าร่วมได้ โดยเครือข่ายสามารถทำงานได้อย่างมี

ประสิทธิภาพ แม้ว่าจำนวนผู้ใช้บริการสูงสุดจะพุ่งถึง 665 คนต่อเซลล์ (Cell) ก็ตาม นอกจากนี้ หัวเว่ยยังสามารถรองรับการสื่อสารระหว่างพิธีเฉลิมฉลองวันชาติสิงคโปร์ ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 1 ล้านคน ซึ่งส่งผลให้จำนวนผู้ใช้บริการแตะยอด 632 คนต่อเซลล์ ได้อีกเช่นกัน

  • ในเดือนกันยานยน ปี 2557 หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับ นิวซีแลนด์ เทเลคอม ในการเปิดตัวเครือข่าย LTE APT 700 เพื่อการพาณิชย์ เครือข่ายดังกล่าวนี้ครอบคลุมเขตไวกาโตและบริเวณโดยรอบ ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในเครือข่าย APT 700 ที่มีขอบเขตครอบคลุมกว้างที่สุด
  • ในเดือนสิงหาคม ปี 2557 ณ การประชุม Middle East GSMA Mobile Summit หยิง เหว่มิน ประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนาเครือข่ายไร้สายของหัวเว่ย ได้ประกาศเป้าหมายของเทคโนโลยี 5G และการพัฒนาทางนวัตกรรรมหลักๆ ที่จะเกิดขึ้น พร้อมทั้งคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี 4.5G จะสามารถใช้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2559 ซึ่งจะถือเป็นจุดที่การสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้ก้าวเข้าสู่ยุคกิกะไบต์อย่างแท้จริง
  • ในเดือนพฤศจิกายน 2557 หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับ อุคโคแวร์โกต์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสัญชาติฟินแลนด์ ในการเปิดตัวเครือข่าย LTE เพื่อการพาณิชย์เป็นครั้งแรก บนคลื่นความถี่ 450 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งรองรับผู้ใช้มากถึง 9% ของประชากรฟินแลนด์

LTE TDD

  • ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี 2558 หัวเว่ยได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี LTE TDD ทั้งสิ้น 104 รายการจาก 120 เครือข่าย LTE TDD ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการวางระบบในเมืองหลวง 48 แห่ง นอกจากนี้ หัวเว่ยยังมีส่วนร่วมในการดูแลเครือข่ายเพื่อการพาณิชย์มากถึง 40 เครือข่ายจาก 50 เครือข่ายที่เปิดใช้บริการ
  • ล่าสุด จำนวนผู้ใช้บริการเครือข่าย LTE TDD ทั่วโลกแตะหลัก 175 ล้านคน และสมาร์โฟนของทุกแบรนด์ก็สามรถรองรับระบบ TDD ได้ ซึ่งรวมถึง iPhone 6 รุ่นล่าสุดด้วยเช่นกัน ในขณะที่สมาร์ทโฟนที่รองรับระบบ TDD ได้นั้นมีมากถึง 1111 ประเภท และราคาก็ถูกปรับลงอยู่ที่ประมาณ 299 หยวน ( ประมาณ 1600 บาท ) เท่านั้น นอกจากนี้ หัวเว่ยยังครองตำแหน่งผู้นำในการให้บริการโซลูชั่น TDD แบบ end-to-end ด้วยยอดสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งจำนวนสัญญาเกี่ยวกับการบริหารเครือข่าย และจำนวนเครือข่ายเพื่อการพาณิชย์ที่บริษัทควบคุมดูแล ยิ่งไปกว่านั้น ผลิตภัณฑ์รุ่น Ascend Honor 6 ของหัวเว่ยยังเป็นสมาร์ทโฟนเพื่อการพาณิชย์รุ่นแรกของโลกที่สามารถรองรับระบบ 2CC CA ได้ และนอกจากบริษัทไฮซิลิคอนแล้ว ควาลคอมม์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีไร้สาย สัญชาติอเมริกัน ก็ได้วางขายชิพเซ็ตที่รองรับเทคโนโลยี CA ด้วยเช่นกัน โดยมีการคาดการณ์ว่า สมาร์ทโฟนระดับแฟล็กชิพทั้งหมดจะสามารถรองรับเทคโนโลยี LTE TDD CA ได้ ซึ่งเป็นผลจากการอัพเกรดเทคโนโลยี LTE-A ในวงกว้างของไชน่า โมบายล์
  • TDD Spectrum: คลื่นความถี่แบนด์ 40 (2.3 กิกะเฮิรตซ์) ถือเป็นย่านสำหรับ TDD ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด ครอบคลุมประมาณ 50% ของเครือข่ายเพื่อการพาณิชย์ และเป็นย่านที่อุปกรณ์ส่วนมากสามารถ

รองรับได้ แต่หลังจาก iPhone 6 ออกสู่ตลาด แบนด์ 41(2.6 กิกะเฮิรตซ์) ได้กลายมาเป็นย่านมาตรฐานสำหรับ TDD สำหรับอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมด ในขณะที่ระบบ WiMAX บนคลื่นความถี่ 2.6 กิกะเฮิรตซ์จะถูกปรับเป็นระบบ LTE แบนด์ 41 เนื่องจากมีอุปกรณ์รองรับได้มากขึ้น สำหรับในญี่ปุ่น แบนด์ 42/43 (3.5 กิกะเฮิรตซ์) ได้รับการจัดสรรให้กับบริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ 3 เจ้า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่มีข้อตกลงที่ชัดเจน และจะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2559 นอกจากนี้ เพื่อตัดต้นทุนต่อบิตในการก่อสร้าง ผู้ให้บริการมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้ทั้งคลื่นความถี่ต่ำและคลื่นความถี่สูง (broadband) มากขึ้น เพื่อคงสมดุลระหว่างขอบเขตครอบคลุมและขีดความสามารถของเครือข่าย

  • One LTE: เครือข่ายกลุ่มอุปกรณ์สถานีฐานแบบ SingleRAN ของหัวเว่ยสามารถรองรับได้ทั้ง FDD TDD sharing controlling board และ RRU hybrid cascading นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนแบบ T/F convergent ยังมีจำนวนมากถึง 427 ประเภท และราคาก็ถูกปรับลงอยู่ที่ประมาณ 459 หยวน (ประมาณ 2600 บาท) โดยมีการคาดการณ์ว่าสมาร์ทโฟนเพื่อการพาณิชย์ที่สามารถรองรับ TDD/FDD CA ได้นั้นจะเปิดตัวภายในสิ้นปี 2558
  • WTTx (Wireless to the X): ด้วยอุปกรณ์ Multi-Antenna และระบบ CA เครือข่ายไร้สายความเร็วสูงจะสามารถส่งข้อมูลได้ในอัตราระดับกิกะไบต์ต่อวินาที (Gbps) นอกจากนี้ การลงทุนในด้านโซลูชั่นไร้สายยังสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น และวางระบบได้สะดวกขึ้น ซึ่งส่งผลให้เครือข่ายความเร็วสูงสามารถครอบคลุมเขตชานเมืองและชนบทได้ด้วย ด้วยอุปกรณ์ high-gain CPE คลื่นความถี่ 5 กิกะเฮิรตซ์ยังสามารถครอบคลุมพื้นที่ในบริเวณกว้างได้เท่าๆ กับระบบ UMTS ซึ่งหัวเว่ยก็ได้เปิดตัวอุปกรณ์ CPE ที่รองรับระบบ LTE-A TDD บนคลื่นความถี่ 3.5 กิกะเฮิรตซ์ตัวแรกไปแล้วเช่นกัน โดยคาดการณ์ว่า จะสามารถเปิดตัวอุปกรณ์ CPE แบบ 4×4 MIMO 3.5GHz ในวงกว้างได้ภายในสิ้นปี 2557 นี้
  • อนาคตของเทคโนโลยี TDD: อุปกรณ์ Multi-Antenna ถือเป็นเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของการพัฒนาเครือข่ายไร้สาย และเนื่องจากการส่งข้อมูล uplink และdownlink สามารถใช้คลื่นความถี่เดียวกันได้ เทคโนโลยี TDD จึงมีความเหมาะสมกับเทคโนโลยี Multi-Antenna มากขึ้นด้วยเช่นกัน ในขณะที่สถานีฐานสำหรับ LTE TDD แบบ 4T4R, 8T8R และ 16T16R กำลังทยอยเปิดใช้บริการเพื่อการพาณิชย์ และเทคโนโลยีต้นแบบสำหรับ 5G เช่น UltraNode กำลังอยู่ในขั้นการพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยี TDD

หมายเหตุ

การรับส่งของคลื่นความถี่ ในยุค LTE มีสองแบบ ซึ่งคือ FDD (Frequency Division Duplex) และ TDD (Time Division Duplex)  

  • FDD คลื่นรับและส่งเป็นคลื่นคนละความถี่กัน การรับและส่งจึงสามารถทำพร้อมกันได้ เหมาะการใช้งานแบบเคลื่อนที่
  • TDD คลื่นรับและส่งคนล่ะเวลา โดยใช้ความถี่เดียวกัน ข้อดีคือสามารถกำหนดช่วงเวลาสำหรับรับและส่งที่ไม่เท่ากันได้ เหมาะกับการใช้งานเพื่อดาวน์โหลด