OPPO N3 Review: ภาคสองของสมาร์ทโฟนกล้องหมุนได้

OPPO-N1--1

หากพูดถึงสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่มีจุดขายด้านงานดีไซน์อย่างชัดเจน คิดว่าคงไม่มีใครคัดค้านว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ OPPO N3 อย่างแน่นอน

ผมมีโอกาสได้สัมผัส OPPO N3 เป็นครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วครับ หลังทีมงาน OPPO ส่งตัวเครื่องมาถึงมือโดยมีรถไฟฟ้าเป็นราวกั้นเป็นสักขีพยานในการส่งมอบ เมื่อได้รับเครื่องมาเริ่มใช้งานทันที ซึ่งถือเป็นครั้งที่สองแล้วที่มีโอกาสได้สัมผัสรุ่นนี้ 

ความแตกต่างระหว่าง OPPO N1 และ OPPO N3 มีพอสมควรครับ เริ่มจากขนาดตัวเครื่องที่ลดไซส์ลงจากรุ่นก่อน 5.9 นิ้ว เหลือ 5.5 นิ้ว ตามความเห็นผมยังคิดครับว่า ยังใหญ่เกินไปการใช้งานด้วยมือเดียวค่อนข้างยากครับ เลยเป็นปัญหาต่อการใช้งานอยู่บ้าง มิได้มีแค่ขนาดหน้าจอเท่านั้น ผมคิดว่าตัวเครื่องมีน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก เพราะตัวเครื่องหนักถึง 192 กรัม อีกทั้งตัว OPPO N3 มีงานดีไซน์ที่ค่อนข้างหนา (9.9 มม.)

OPPO-N3-9

ขณะเดียวกัน OPPO N3 ได้นำสิ่งที่เป็นปัญหาต่อการใช้งานอย่าง O-Touch ออกไป และเพิ่มเติมเข้ามาด้วยสแกนลายนิ้วมือ สำหรับปลดล็อกเครื่อง

OPPO-N3--7

มีสิ่งหนึ่งที่ผมชอบ OPPO N3 นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่า skyline notification light กล่าวคือ เจ้าสิ่งนี้เป็นแสงแจ้งเตือนเราในสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะมีข้อความแชต sms หรือ e-mail ค่อนข้างเก๋ไก๋ดีครับ

อ้อ! ลืมบอกไป OPPO N3 ยังแอบมีลูกเล่นอีกเล็กน้อยตรงที่ซิมครับ คือ จริงๆ ผมเพิ่งนึกออกว่า ตอนที่เห็น notification bar ตรงเมนูเปิด/ปิด 3G จะมีข้อความบอกว่าเป็น SIM 1 จึงทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่า ถ้าหากเรา ‘ไม่ใส่ micoSD’ เราจะมีพื้นที่ใส่ซิมให้อีก 1 ช่อง ทำให้กลายเป็นมือถือสองซิม (nanoSIM, microSIM) นั่นเองครับ

[section label=”Design”]

OPPO N3 ดีไซน์ชอบ/ไม่ชอบ ?

ตามที่บอกไว้ข้างต้น ผมค่อนข้างมีปัญหาแง่การดีไซน์ของ OPPO N3 ไม่น้อย เพราะด้วยตัวเครื่องที่ค่อนข้างใหญ่เกินมือ น้ำหนักที่หนักไม่น้อย กับหน้าจอขนาดใหญ่ ซึ่งอันที่จริงผมชอบแนวความคิดในการพัฒนา OPPO N1 mini มากกว่าเพราะด้วยขนาดหน้าจอ 5 นิ้ว เป็นอะไรที่พอเหมาะ พอเจาะมากๆ จนแทบไม่จำเป็นต้องออก OPPO N1 ขนาด 5.9 นิ้วออกมาเลยก็ได้  แต่พอเข้าใจได้แง่การตลาดที่อาจออกโมเดลในรุ่น minor change ตามมาทีหลัง

ขณะเดียวกัน ยังมีการบางส่วนของการดีไซน์ที่ผมค่อนข้างแปลกใจอยู่สักหน่อย คือ ตรงบริเวณกล้อง (ที่หมุนได้) ถึงมิได้ใช้วัสดุแบบเดียวกับตัวเครื่อง แต่หันไปใช้หนังเทียม (แบบ Galaxy Note 3) แทน จึงทำให้ตัวเครื่องดูค่อนข้างแปลกพอสมควร

OPPO-N1-3

อย่างไรก็ดี ในแง่ของกิมมิคอย่างกล้องหมุนได้ ถือเป็นอะไรที่แปลกและแหวกแนวไปจากตลาดพอสมควร ด้วยคุณภาพของกล้อง (16 ล้านพิกเซล) ที่มีคุณภาพดีเลยทีเดียว อีกทั้งยังเป็นกล้องหน้าที่มีคุณภาพเหมาะแก่การถ่าย selfie พร้อมกันนี้ตัวกล้องที่หมุนได้นั้น ยังมาพร้อมกับมอเตอร์ และสามารถใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอย่าง O-click ที่จะช่วยในการถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น ชนิดไม่ต้องแตะที่หน้าจอ หรือเอาไว้เรียกหา OPPO N3 ในตอนที่เราหามือถือไม่เจอ 

โดย O-click ยังมีรูเอาไว้ร้อยเข้ากับพวงกุญแจก็ถือว่า สะดวกในการพกพาไม่น้อยครับ

[section label=”Spec”]

สเปกเครื่อง

มีการพูดถึงอยู่เหมือนกันครับ เมื่อครั้งที่ OPPO N3 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ สเปกเครื่องที่ถูกเปิดออกมานั้น ค่อนข้างผิดคาดนิดหน่อย เพราะตัวชิปประมวลผล snapdragon 801 ซึ่งค่อนข้างเก่า (มี HTC One M8 ใช้ตัวเดียวกันนี้; ต้องไม่ลืมว่า HTC One M8 เปิดตัวตั้งแต่ต้นปี) หากนับช่วงที่ OPPO N3 เปิดตัว 

สำหรับสเปก OPPO N3 ประกอบไปด้วย

  • หน้าจอ : TFT LCD, 5.5 นิ้ว, FHD (Full HD) (1920 x 1080 พิกเซล)
  • ซีพียู : Qualcomm Snapdragon 801 Quad-Core 2.3GHz
  • แรม : 2GB
  • ระบบปฏิบัติการ : Android 4.4 KitKat
  • กล้อง : หน้า 16 ล้านพิกเซล / หลัง 16 ล้านพิกเซล
  • หน่วยความจำภายใน : 32GB
  • แบตเตอรี่ : 3,000 mAh

สเปกเพิ่มเติม: OPPO N3 spec

[section label=”Software”]

ซอฟต์แวร์

IMG_2015-02-23 15:31:32

เราได้เห็นพัฒนาการด้านซอฟต์แวร์ของ OPPO มาอย่างต่อเนื่อง และใน OPPO N3 ก็ยังยืนยันด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ของตัวเองในชื่อ Color OS เวอร์ชัน 2.0 เบื้องต้นที่ใช้งานพบว่า ยังมีปัญหาอยู่บ้างนะครับ เมื่อกดปุ่ม menu ค้างไว้เพื่อเปลี่ยนหน้า เปลี่ยนแอปพลิเคชันการใช้งานจะเจอปัญหา Notification Error กับการเด้งเมื่อใช้งานแอปกล้อง ซึ่งเจอบ้างเป็นบางครั้ง

ในส่วนซอฟต์แวร์ที่น่าสนใจใน OPPO N3 ยังมาพร้อมกับ gesture เช่น เคาะเพื่อเปิดเครื่อง วาดรูปตัว O เพื่อเปิดกล้อง วาดตัว V เพื่อเปิดไฟฉาย หรือที่เกี่ยวข้องกับ caller ต่างๆ เช่น การ mute เสียงเรียกเข้าด้วยการคว่ำมือถือลงกับพื้นระนาบ รับสายด้วยการแนบหู

ส่วนการแสกนลายนิ้วมือที่กลายเป็นฟังก์ชันหลักของสมาร์ทโฟนหลายรุ่นรวมไปถึงใน OPPO N3 ด้วย เท่าที่ลองส่วนตัวคิดว่า ยังขาดความแม่นยำพอสมควร กล่าวคือ การใช้นิ้วเพื่อสแกนยังไม่สะดวก และรวดเร็วไปกว่าการกดด้วยรหัสผ่าน แน่นอนว่า ถ้าเทียบกับสายแอนดรอยด์ด้วยกันแล้ว Huawei Mate 7 และ iPhone ยังทำได้ดีกว่า 

ในแง่ซอฟต์แวร์ที่ให้มาเป็น defualt ของ OPPO N3 ยังไม่ค่อยถูกใจผมเท่าไรนัก ยังดีที่มีแอป theme ให้ค่อยเลือกเปลี่ยนธีมตามอัธยาศัย 

[section label=”Battery”]

แบตเตอรี

ความดีงามของ OPPO N3 อย่างหนึ่ง นั่นคือ ตัวเครื่องให้แบตเตอรีมากถึง 3000 mAh ทำให้ตลอด 2 สัปดาห์การใช้งาน OPPO N3 ผมไม่ต้องผจญกับการชาร์จแบตเตอรีระหว่างวันอีกเลย คิดดูครับผมใช้งานเครื่องตั้งแต่ 5.30 -6.00 น.กว่าจะถึงบ้านก็ 2-3 ทุ่ม แบตเตอรีไม่เคยเหลือต่ำกว่า 30% จนลืมโหมด power saving ไปได้เลย 

นี่คือสิ่งที่ชอบมากๆ ครับ

[section label=”Camera”]

การถ่ายภาพ

OPPO วางรูปแบบการถ่ายภาพคล้ายๆ กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติจีนแบรนด์อื่นๆ เพราะมักมาพร้อมกับฟังก์ชันปรับแต่งภาพ โดยเฉพาะโหมด Beauty ที่มีให้เลือกเยอะมากๆ (แถมมี double exposure ให้ด้วย) 

ส่วนในโหมดถ่ายภาพปกติก็มีให้อย่างครบครัน แต่บางฟังก์ชันการถ่ายภาพเช่น HDR, Super Macro เหล่านี้ต้องดาวน์โหลดเพิ่มเอง ซึ่งก็ไม่ยากครับแค่เปิดแอปกล้องปาดลูกศรด้านบนชัตเตอร์แล้วเลือก add apps เท่านั้นเองครับ

ในแง่คุณภาพ ด้วยกล้อง 16 ล้านพิกเซล การถ่ายภาพของ OPPO N3 ถือว่าดีเยี่ยมครับ แต่แน่นอนว่า ในสภาวะที่แสงน้อยมากๆ ก็ยังถ่ายได้ยากลำบากเหมือนเดิม โดยภาพรวมกล้อง OPPO N3 ใช้ได้ดีเลยครับ

[section label=”Conclude”]

สรุป

IMG_2015-02-23 15:35:18

น่าสนใจอย่างมาก OPPO เลือกเปิดราคา OPPO N3 ในราคาที่ต่ำที่สุดในกลุ่มสมาร์ทโฟนไฮเอนด์ แม้รูปลักษณ์อาจไม่สวยงามมาก แต่ความสามารถด้านการถ่ายภาพ หรือลูกเล่นด้านกล้องเป็นสิ่งที่น่าประทับใจไม่น้อย

ขณะเดียวกันสภาพของการใช้งานจริง OPPO N3 แทบไม่เจอปัญหาใดๆ เลย รอบนี้ Color OS ทำได้โอเค แม้จะมีปัญหาเรื่อง bug free อยู่บ้าง

อินเตอร์เฟสของตัวเครื่อง โดยพื้นฐานผมไม่ค่อยชอบอินเตอร์เฟส Color OS มากนัก แต่ยังมีทางเลือกอยู่ที่การปรับแต่งธีมที่มีให้ค่อนข้างเยอะ และค่อนข้างเสถียรเมื่อใช้กับแอปพลิเคชันหลักทั่วไป 

ที่สำคัญไม่ต้องคำนึงถึงแบตเตอรี เพราะ OPPO N3 จัดว่าอึด ถึก ทน