Home Tech Reviews

บทสรุปการใช้งาน Garmin Vivofit – Wearable Device ตัวแรกของผู้เขียน

Garmin - บทสรุปการใช้งาน Garmin Vivofit - Wearable Device ตัวแรกของผู้เขียน

ในที่สุดหลุดจากโหลดองจนได้สำหรับรีวิว Garmin Vivofit ที่เป็น Wearable Device ที่ผมเสียเงินซื้อเองเป็นตัวแรก หลังจากจดๆ จ้องๆ ดูตลาดนี้มานาน

ก็มันไม่มีรุ่นไหนน่าสนใจนี่ครับ เลยไม่รู้จะเสียเงินไปทำไมเหมือนกัน

จะว่าไปคอนเทนต์ล่าสุดที่ผมเขียนก็เป็นเรื่อง ความจำเป็นของ Wearable Device ถ้าว่างๆ อ่านกันดูก่อนได้ครับ แล้วค่อยมาอ่านรีวิวนี้ก็ยังไม่สาย แต่ไหนๆ เข้ามาแล้วก็อ่านรีวิวฉบับนี้ให้จบก่อนก็ได้ แล้วค่อยอ่านอีกบทความนึง ….เอ๊ะยังไง

เอาละขอย้อนความถึง Vivofit สักหน่อยครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยพรีวิวถึงเหตุผลและปัจจัยว่าทำไมผมถึงซื้อ Vivofit มาใช้งาน นั่นเหตุเป็นเพราะว่า รูปลักษณ์ภายนอกเป็นมิตรดีครับ บวกกับตัวมันเองไม่ต้องคิดมากเรื่องการชาร์จ…..เพราะมันไม่มีให้ชาร์จ อ้าว! แล้วแบบนี้ใช้งานยังไง?

ไม่ต้องตกใจครับ Vivofit มันทำงานภายใต้ถ่านนาฬิกา 2 ก้อนครับ แถมยังเคลมด้วยว่า ใช้งานได้นานกว่า 1 ปี

สำหรับหลักการในการใช้งาน Vivofit จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากอะไรเลยครับ ด้วยตัวมันเองมีปุ่มการใช้งานเพียงปุ่มเดียว ซึ่งจะอยู่ทางด้านขวา ตรงนี้จึงตัดปัญหาเรื่องการใช้งานยากโดยปริยายครับ

ฟังก์ชันหลักในการใช้งานจึงมี 6 ส่วน ไล่มาตั้งแต่ เวลา-วันที่-สเตปที่เดินได้-สเตปที่ยังขาดจากเป้าหมายที่วางไว้-แคลอรีที่ถูกเบิร์น-และการเดินได้ระยะทางเท่าใด เทียบเป็นหน่วยกิโลเมตร

โดยพื้นฐานการใช้งานแล้ว Vivofit จะมุ่งเน้นไปที่การนับก้าวการเดินเป็นหลัก ซึ่งหลังจากที่ได้ลอง Wearable Device หลากหลายรุ่น (แบบขอเขายืมมาฟรีๆ) ปัญหาหลักที่เจอคือ การนับก้าวที่เยอะกว่าความเป็นจริง ผมมองว่า Vivofit ไม่มีปัญหาตรงจุดนี้ ด้วยความสามารถในการนับก้าวจริงๆ ค่อนข้างแม่นยำ แถมถ้าเราจะสรรหาวิธีการโกงเพื่อเพิ่มตัวเลขการเดิน มันก็ยังจับได้ด้วยนะครับว่า เราพยายามโกง

จริงๆ ผมก็ใช้คำเวอร์ไปอย่างนั้นเอง Vivofit จะใช้รูปแบบในการทดตัวเลขไว้ก่อนครับ ถ้าเราเดินจริงๆ ระบบมันก็จะนับก้าวการเดินต่อไปเรื่อยๆ แต่ถ้าหากว่า เราไม่ได้เดินจริงๆ ตัวเลขที่ทดไว้ก็จะลดกลับเป็นจำนวนเดิมก่อนที่จะโกง

Garmin 3 - บทสรุปการใช้งาน Garmin Vivofit - Wearable Device ตัวแรกของผู้เขียน

และหากว่าเราในฐานะผู้สวมใส่ Vivofit ไม่ได้เดินด้วยระยะเวลาประมาณหนึ่ง ตรงหน้าปัดจะมีแถบสีแดงขึ้นมา เพื่อแจ้งเตือนว่า เราอยู่นิ่งเกินไปแล้ว ทั้งนี้ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหมือนกัน ตรงที่ Vivofit ไม่มีการสั่นเพื่อแจ้งเตือนหากว่าผู้สวมใส่ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานานๆ แต่เมื่อย้อนกลับมาก็พอเข้าใจได้ว่า หากมีการเพิ่มฟังก์ชันการสั่น กิมมิคของการเป็น Wearable Device ที่ใช้งานได้นาน 1 ปีนั้น ก็จะสูญหายไป

ผมว่าคุณผู้อ่านคงเริ่มสงสัยแล้วสินะครับว่า แบบนี้จำนวนก้าวการเดิน Goal ของมันอยู่ที่เท่าไหร่ แล้วใครเป็นผู้กำหนด ?

จริงๆ แล้วตัว Viovfit จะมีค่า defualt อยู่ที่ 5,000 ก้าว/วัน ครับ แต่หลังจากที่เราใช้งานต่อไปเรื่อยๆ ครับ ตัวระบบจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ซึ่งหากวันไหนเราเดินได้ไม่ถึงเป้าที่มันกำหนด มันก็จะค่อยๆ ลดหลั่นไปเอง

คุณผู้อ่านก็คงสงสัยต่อ แล้วแบบนี้เราจำกำหนด Goal ของตัวเองได้ไหม ?

Garmin 4 - บทสรุปการใช้งาน Garmin Vivofit - Wearable Device ตัวแรกของผู้เขียน

คำตอบคือได้ครับ แต่ว่าจะต้องกระทำผ่านกรรมวิธีที่มีให้เลือก 2 แบบ คือ กำหนดผ่านแอปพลิเคชัน Garmin Connect กับอีกวิธีนึงคือ ตั้งค่าผ่านแอปพลิเคชันบนคอมพิวเตอร์ ชื่อ Garmin Express ซึ่งจะต้องมีผู้ช่วย ที่มีชื่อว่า Ant+

Garmin 5 - บทสรุปการใช้งาน Garmin Vivofit - Wearable Device ตัวแรกของผู้เขียน

หากเราใช้งานผ่านแอปพลิเคชันก็สามารถกดซิงค์ข้อมูลที่แสดงอยู่ในหน้าปัดบนข้อมูลร่วมกับแอปพลิเคชัน Garmin Connect ได้ โดยวิธีซิงค์แค่เปิดแอปพลิเคชัน กับปุ่มบน Vivofit ค้างเอาไว้ รอให้ขึ้นคำว่า Sync

นอกเหนือจากเรื่องการนับก้าวการเดินที่ค่อนข้างแม่นยำ ยังมีอีก 2 เหตุผล ที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อ Vivofit เป็น Wearable Device ตัวแรกในชีวิต ข้อแรกเป็นเพราะว่า มันกันน้ำได้ครับ

ด้วยความที่ Wearable Device ของแบรนด์อื่นๆ มีความไฮเทคในตัวเองค่อนข้างสูง จึงทำให้ประสิทธิภาพในการสัมผัสกับน้ำจึงค่อนข้างต่ำ แต่ในขณะเดียวกัน Vivofit ค่อนข้างตัดทอนฟีเจอร์บางฟีเจอร์ที่ไม่มีความจำเป็นออกไป แล้วเพิ่มความสามารถอย่างการกันน้ำเข้ามา ตรงนี้ผมว่าดี มันจึงมีความคล้ายกับนาฬิกา ที่เราสามารถล้างมือได้โดยไม่จำเป็นต้องถอดเข้า-ถอดออกอยู่บ่อยๆ โดยไม่ต้องตะขิดตะขวงใจอะไรมากมาย

และในอีกเหตุผลหนึ่ง เป็นเหตุผลที่มาพร้อมกับคำว่า ‘อยากลอง’ ฟังก์ชันที่มีชื่อว่า Sleep วิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนี้ ให้กดที่ปุ่มค้างเอาไว้ รอให้ขึ้นคำว่า Sleep ภายในระบบจะมีการ track ว่า การนอนของผู้สวมใส่ได้ใช้เวลากับการนอนมากน้อยแค่ไหน และในการพักผ่อนแต่ละครั้งหลับลึก หรือไม่ลึกมากน้อยประมาณไหน

Garmin 6 - บทสรุปการใช้งาน Garmin Vivofit - Wearable Device ตัวแรกของผู้เขียน

Garmin 7 - บทสรุปการใช้งาน Garmin Vivofit - Wearable Device ตัวแรกของผู้เขียน

โดยตัวข้อมูลจะถูกส่งมาในรูปแบบกราฟผ่านตัวแอปพลิเคชันหรือตัว Garmin Express

เหตุผลข้อนี้แม้ว่า จะเป็นเหตุผลที่ผมอยากลอง พอเอาจริงๆ ตอนจะนอน ผมก็ลืมใช้งานฟังก์ชัน Sleep บ่อยๆ แถมข้อมูลที่ได้จากกราฟผมก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรต่อเหมือนกัน ท้ายที่สุดก็เลยเป็นฟังก์ชันเดียวที่ผมรู้สึก เฉยๆ กับมันมาก

หลังจากที่ร่ายยาวมากว่า 2 หน้ากระดาษ ขอสรุปเลยละกันว่า ผมชอบอะไรในตัว Vivofit บ้าง 

อย่างแรกคือ แบตเตอรีใช้งานได้นาน ตัดปัญหาเรื่องชาร์จบ่อยๆ ไปได้เลย การนับก้าวที่แม่นยำ แถมยังกันน้ำได้ด้วย อันนี้เจ๋งจริง ผมลองถึงขั้นใส่อาบน้ำอยู่บ่อยๆ บัดนี้ก็ยังใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหา หรือจะใส่ Vivofit เป็นนาฬิกาแทนก็ได้ เพราะตัวมันก็มีโหมดนาฬิกาให้ดูเวลาเช่นกัน

เอ้อ เกือบลืมบอกไป Vivofit มีฟังก์ชันที่เรียกว่า Leaderboard เอาไว้สำหรับแข่งขันการเดินกับเพื่อนๆ ก็ได้ด้วยนะครับ จากประสบการณ์ส่วนตัว ยิ่งเรามีเพื่อนๆ ใน Leaderboard มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เกิดการแข่งขันว่า ต้องเป็นที่หนึ่งใน board แถมยังมีข้อดีอ้อมๆ เพื่อให้เราเกิดสุขภาพที่ดีจากการเดินอีกด้วย อันนี้ผมว่าเจ๋ง! 🙂

แล้วที่ไม่ชอบล่ะ ?

ก็คงเป็นเรื่องของการแจ้งเตือน อย่างน้อยๆ ก็น่าจะเตือนบ้างว่า เราหยุดนิ่งในการเดินนานเกินไปแล้ว อาจใช้รูปแบบของการสั่นก็ได้ เพื่อให้เราเหลียวไปมองที่ข้อมือเพื่อเห็นสัญลักษณ์แถบแดงๆ เป็นการเตือนว่า เราต้องขยับตัวบ้างแล้วนะ

เรื่องสุดท้ายต่อมาคงเป็นข้อมูลของการนอน ที่สรุปสุดท้ายแล้ว กราฟที่วัดได้จากการนอน มันมีเป้าประสงค์นำเอาไปพัฒนาอย่างไรได้ต่อ พอมันไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนก็เลยกลายเป็นฟังก์ชันที่ไม่ได้ถูกใช้งาน

ทั้งหมดนี้คือ บทสรุปการใช้งาน Gamin Vivofit ด้วยตัวของผมเอง ถ้าสนใจก็เชิญหาซื้อได้ตามร้าน Garmin และร้านค้าทั่วไปครับ