Home PR News

จับกระแสทิศทางเน็ตเวิร์กปี 2013 ก้าวใหม่ของ SDN และจุดเริ่มต้นของยูสเซอร์

014_resize-682x10241

ปี 2012 ที่ผ่านไปจะเป็นอีกปีที่จดจำไว้ด้วยหลายเหตุการณ์สำคัญ เช่น กิฬาโอลิมปิกที่ลอนดอน ที่นอกจากจะเป็นมหกรรมกีฬาที่นานาชาติจากทั่วโลกได้มาร่วมแข่งขันแล้ว ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยีกับโลกของเราที่มีคนมากกว่า 4.8 พันล้านคนมาเข้าดูกีฬาจากทั่วโลก และเป็นครั้งแรกที่คนดูผ่านระบบดิจิตอลมากกว่าคนดูจากทีวีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษย์

นี่คงแสดงให้เห็นว่าโลกของเรานั้นพึ่งพาเทคโนโลยีเน็ตเวิร์กมากมายเพียงใด เรามาดูกันว่า จากปี 2012 ที่เป็นปีสำคัญ ในปีหน้า ปี 2013 นี้ จะมีเทรนด์เทคโนโลยีเน็ตเวิร์กอะไรที่น่าสนใจบ้าง

  1. ก้าวใหม่กับการใช้งานจริงของ SDN (Software-Defined Networking) – กีฬาโอลิมปิกได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความต้องการการเข้าถึงข้อมูลจากผู้บริโภคยังไม่มีวี่แววที่จะลดถอยลงเลย อย่างไรก็ตามในขณะที่เซอร์วิสโพรไวเดอร์พยายามจะตอบสนองความต้องการจุดนี้ และวุ่นวายกับการพยายามบริหารธุรกิจให้ได้กำไร เช่น ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการทำงาน รวมทั้งยังต้องตอบสนองเซอร์วิสต่างๆ ให้ดีขึ้น โดยมองหาทางเลือกเทคโนโลยีที่จะช่วยลดขั้นตอนการสร้างและพัฒนาเซอร์วิสและแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ

ซึ่งระบบ Software-Defined Networking (SDN) คือ ช่องทางใหม่ที่ตอบโจทย์นี้และทำให้เกิดขึ้นได้ โดย SDN จะเชื่อมเน็ตเวิร์กกับแอพพลิเคชั่นเข้าด้วยกัน ดังนั้นจะสามารถควบคุมผ่านโปรแกรมได้ทั้งเน็ตเวิร์กและเลเยอร์ต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ผู้ใช้งานแอพพลิเคชั่นต้องการ

บริษัทวิจัย IDC ได้ทำนายเอาไว้ว่า ภายในปี 2016 ตลาดนี้จะมีมูลค่าถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีมูลค่าเพียง 168 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งจากการใช้สถาปัตยกรรมระบบแบบ SDN จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของและใช้งาน (TCO) ลงได้อย่างมาก และจากการที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ จากผู้ผลิต และการซัพพอร์ตระบบที่มากขึ้นเรื่อยๆ ในปีหน้า เราจะได้เห็นการติดตั้งใช้งาน SDN จริงขึ้นมาบ้างในหลายจุดทั่วโลก ซึ่งหลักๆ ก็น่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น โดยในปี 2013 นี้จะมีอะไรเด่นๆ ออกมามากมายสำหรับเทคโนโลยีตัวนี้

        2. จุดจบของยูสเซอร์ที่ใช้งานเป็นครั้งคราว – ต่อไปนี้เวลาพูดถึงยูสเซอร์ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ภาคธุรกิจหรือผู้ใช้งานทั่วไปก็ตาม ต้องบอกว่าต่างก็เสพติดกับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา และโดยข้อเท็จจริงที่ว่า แค่ไตรมาสที่สามของปี 2012 นี้ มียอดขายโทรศัพท์มือถือกว่า 440 ล้านเครื่อง และในจำนวนนี้กว่า 25 เปอร์เซ็นต์เป็นเครื่องสมาร์ทโฟน แสดงให้เห็นว่ายูสเซอร์ต้องการการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์กมากแค่ไหน

ซึ่งจะทำให้ปี 2013 จะเป็นปีที่ยูสเซอร์ที่ล็อกอิน-ล็อกออฟใช้งานแบบชั่วคราว หรือ “transaction-based” จะลดลง ในขณะที่ยูสเซอร์แบบเชื่อมต่อตลอดเวลาจะเพิ่มขึ้น และผู้ให้บริการรายต่างๆ จะแข่งขันกันเสนอราคาเพื่อนำเสนอบริการแบบเชื่อมต่อ 24 ชั่วโมง ในขณะที่ธุรกิจจะโหนกระแสนี้ต่อโดยเพิ่มบทบาทด้านโซเชียลมีเดียและชุมชนออนไลน์มากขึ้น ทั้งในด้านสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและงานซัพพอร์ต และจะทำให้นิยามการติดต่อดูแลลูกค้าทั้งหมดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และจะประสบความสำเร็จได้ในเกมนี้ผู้ให้บริการต้องมั่นใจว่าระบบแบ็คเอ็นด์ของตนดีพอ รองรับความคาดหวังของลูกค้าได้พอเพียง

ในทางกลับกันของสถานการณ์แบบนี้ หากเซอร์วิสเกิดสะดุดหรือเชื่อมต่อไม่ได้ ก็จะมีผลร้ายแรงต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า ถึงขั้นเลิกใช้บริการไปเลยทีเดียว

       3. ใคร่ครวญการใช้งานระบบคลาวด์– เมื่อปีก่อนทางโบรเคดได้เคยทำนายเอาไว้ว่า บริษัทที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจไอทีจะเริ่มเข้ามาจับด้านงานเซอร์วิสคลาวด์ เพื่อหาช่องทางใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์สูงสุดและทำรายได้จากระบบคลาวด์และเครือข่ายของเซอร์วิสโพรไวเดอร์ ซึ่งน่าจะมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อเนื่องไปในอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่จะเปลี่ยนไปในรูปแบบที่มีการพัฒนาขึ้นโดยบรรดาธุรกิจจะหันมาตรวจสอบระบบคลาวด์กันอย่างจริงจัง ว่ามีผลกระทบอย่างไร ข้อดีอยู่ตรงไหน มีการใช้งานด้านใดบ้าง ผลตอบแทนการลงทุนเป็นเช่นไร

คำถามพวกนี้จะมีมากขึ้น รวมทั้งประเด็นที่ว่า การติดตั้งระบบใหม่ๆ นั้นช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและยืดหยุ่นในการใช้งานจริงหรือไม่ ผู้ใช้จะได้ประโยชน์อะไร แล้วจะวัดผลตอบแทนการลงทุนได้อย่างไร ในเมื่อระบบนี้ไม่ได้อยู่ หรือเป็นเจ้าของโดยตัวบริษัทที่ใช้งาน

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ องค์กรไอทีจะพยายามเข้าควบคุมทรัพยากรและระบบอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตนมี รวมทั้งเรื่องงบที่ใช้ในการติดตั้งระบบคลาวด์ภายในบริษัทเองที่น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นในช่วงหลังของปีหน้า

นอกจากนี้ องคก์กรไอทีจะท้าทายการแข่งขันด้วยการเป็นเซอร์วิสโพรไวเดอร์สายพันธุ์ใหม่ ด้วยการเสนอบริการโฮสติ้งเอง และยุทธศาสตร์ใหม่นี้จะทำให้สร้างโอกาสทำรายได้จากตลาดใหม่ที่จะมีมูลค่าถึง 73 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2015

เรื่องนี้จะเป็นข่าวดีสำหรับยูสเซอร์ แต่จะต้องดูให้ดีว่าประสิทธิภาพ ความคงทนของระบบ และค่าใช้ใช้จ่ายนั้นตรงตามที่บริษัทแต่ละแห่งต้องการจริงๆ เท่านั้น

       4. ลูกค้าจะไม่ยอมผูกติดกับเจ้าใดเจ้าหนึ่ง – เพราะในฐานะผู้บริโภคแล้ว ไม่มีใครอยากจะถูกล่ามโซ่ให้ต้องจำใจติดอยู่กับใครคนใดคนนึง และเทรนด์ใหม่ในตอนนี้ก็คือหันไปเน้นโปรดักต์แบบเปิด ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนแอพในมือถือ เพิ่มออพชั่นให้กับรถ ทั้งหมดนี้ “ทางเลือก” คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่สุด ทุกคนอยากจะเลือกได้กันทั้งนั้น

ซึ่งในทางเน็ตเวิร์กกิ้งแล้ว ทางเลือกจะต้องมีอย่างหลีกไม่ได้ เพราะแนวโน้มใหม่คือระบบเปิด และโซลูชั่นที่ใช้โปรดักต์จากหลายผู้ผลิตจะเป็นทิศทางที่เห็นเด่นชัดขึ้นในปี 2013 นอกจากนี้ความไว้วางใจคือเรื่องที่สำคัญที่สุดเช่นกัน โดยธุรกิจจะมองหาผู้ขายที่ตนวางใจเพื่อติดตั้งโซลูชั่นที่ปรับขยายได้และยืดหยุ่นในการใช้งานเพื่อซัพพอร์ตระบบสำคัญๆ ของบริษัท

ดังนั้นผู้ขายรายใดที่ไม่มีโซลูชั่นที่ใช้งานกับโปรดักต์ของผู้ผลิตอื่นๆ ได้ ก็จะแข่งขันได้ยากในสภาพการณ์ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้ ต้องปรับตัวได้เก่ง และยืดหยุ่นในการใช้ร่วมกับระบบอื่นเท่านั้น ที่จะไปรุ่ง ในขณะที่บริษัทใดที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะต้องออกจากธุรกิจไป

       5. เทคโนโลยีจะเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคที่ตอบสนองมนุษย์เราได้อย่างแท้จริง – ลองนึกย้อนไปในสมัยที่เมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ไม่มีไอคอนที่หน้าจอ แล้วยูสเซอร์จะต้องพิมพ์ชื่อแอพพลิเคชั่นต่างๆ ลงไปในชุดคำสั่งเพื่อที่จะเข้าใช้งาน ซึ่งทั้งเสียเวลา ผิดพลาดง่าย และยุ่งยากน่ารำคาญ จนกระทั่งไอคอนหน้าจอได้มาปฏิวัติรูปแบบการใช้งานของยูสเซอร์ทั่วโลก

ซึ่งในอนาคตอีกหนึ่งปีข้างหน้า เราน่าจะได้เห็นอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นอีก เช่น อุปกรณ์ที่สั่งงานได้ด้วยเสียง เป็นต้น หรือจะเป็นอะไรอื่นที่ก้าวไกลทางเทคโนโลยีมากกว่านั้น ส่วนจะเป็นอะไรนั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไป

Comments