Home Tech Reviews

OPPO A39 Review: อีกหนึ่งทางเลือกของสมาร์ทโฟนต่ำหมื่น ที่ให้สัมผัสการใช้งานดีเยี่ยม

IMG_20161205_153942-650x488
OPPO A39 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดจาก OPPO

ในปีนี้ OPPO มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนต่ำหมื่นค่อนข้างมาก ซึ่งปีนี้ที่เด่นๆ เลยก็มี OPPP F1s แต่ในช่วงท้ายปี OPPO มีอีกตัวหนึ่งออกมา นั่นก็คือ OPPO A39 

ก่อนอื่นต้องบอกว่า ตัวเครื่องของ OPPO A39 กับ OPPO A37 ที่วางจำหน่ายราวเดือนมิถุนายน ไม่แตกต่างกันมาก จะมีส่วนที่ไม่เหมือนกันก็คือ ด้านหลังตัวเครื่องที่ OPPO A39 กล้องและแฟลชจะเขยิบขึ้นมาด้านบนทั้งหมด ส่วนภายในตัวเครื่องนั้น A39 สเปกจะแรงกว่าครับ

เอาละคราวนี้เรามาดูสิ่งทีน่าสนใจใน OPPO A39 กันดีกว่าครับ

การออกแบบ: ขนาดที่เล็กลง ฟีลลิงการใช้งานดีขึ้น

IMG_20161205_153532-650x614

ยอมรับจากใจเลยครับว่า แม้ OPPO A39 จะเป็นรุ่นที่เล็กกว่า OPPO F1s แต่หลังจากที่ได้ลองใช้ทั้งสองรุ่นแล้ว ผมกลับชอบ OPPO A39 มากกว่า

สาเหตุนั่นเป็นเพราะขนาดตัวเครื่องครับ ด้วยขนาดหน้าจอ 5.2 นิ้วทำให้การพกพาไปยังสถานที่ต่างๆ การใช้งานระหว่างวัน การตอบแชต การใช้งานแอปพลิเคชันอื่นๆ หรือการถ่ายภาพมันทำได้ง่ายกว่ากันมาก

IMG_20161205_154646-650x488

ในด้านไดเมนชันของตัวเครื่อง ผมติดใจอยู่นิดเดียวก็คือ ขนาดด้านกว้างของตัวเครื่อง ถือว่ากว้างไปสักหน่อย (72.9 มม) ถ้าปรับให้เหลือต่ำกว่า 70 มม. ได้ จะทำให้ตัวเครื่องไม่บานออกข้าง และจะยิ่งทำให้ใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้นครับ

IMG_20161205_154354-650x488

ต่อมาก็คือด้านหน้าตัวเครื่อง แม้จะเป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่บ้างที่ตัวเครื่องไม่ได้มีปุ่มสแกนลายนิ้วมือมาให้เหมือนกับ OPPO F1s แต่สิ่งที่ผมชอบก็คือ ปุ่มการใช้งานทั้ง 3 ที่สกรีนอยู่บนกระจก คือ ผมมองว่า การสกรีนบนกระจกทำได้สวยดี มีความเป็นมินิมอลแฝงอยู่นิดๆ พร้อมกับการใช้กระจก 2.5D ทำให้ตัวเครื่องดูหรูหราขึ้น

สำหรับองค์กรประกอบการออกแบบอื่นๆ ก็จะคล้ายกับ OPPO F1s ที่ผมเคยเขียนรีวิวถึง ซึ่งรุ่นนี้ก็เดินตามรอยการออกแบบนั้นแทบจะทุกระเบียดนิ้ว ถ้าจะให้พูดแบบรวมๆ ก็คือ การนำการออกแบบของ iPhone มาปรับปรุง ปรับแต่งบางส่วนนั่นเองครับ

อ่านเพิ่มเติม: OPPO F1s Review: ชั่วโมงนี้เรื่อง Selfie ต้องยกให้ OPPO

ColorOS 3.0: ประสบการณ์ใช้งานที่เหมือน iPhone

IMG_20161205_154250-650x488

OPPO A39 มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Andriod 5.1 และคาดการณ์ว่าไม่น่าจะได้รับการอัปเดทเป็นเวอร์ชันที่สูงไปกว่านี้ แต่สิ่งหนึ่งต้องยอมรับว่า ColorOS 3.0 ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ค่อนข้างดี กล่าวคือ การตอบสนองการใช้งานค่อนข้างเร็ว ลื่นไหล ไม่ค่อยเจอปัญหา การใช้งานเข้าใจง่าย เช่น ลากลงมาเป็น notification, ปาดขวาเพื่อเลือกการใช้งานแอปพลิเคชันของหน้าถัดไป

อาจจะมีตะขิดตะขวงใจนิดหน่อย ตรงที่ฟีลลิงการใช้งาน และการออกแบบอินเตอร์เฟสที่ดูเป็น Apple เกินไปสักหน่อย ซึ่งในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าการออกแบบอินเตอร์เฟส ควรมีความเป็นตัวของตัวเองจะดีที่สุดครับ

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจใน OPPO A39

Eye Protection: ฟีเจอร์ดีที่ OPPO นำเสนอ
IMG_20161205_154301-650x488
Eye Protection หนึ่งในฟีเจอร์ที่ดีของรุ่นนี้

ต่อมาก็คือ ฟีเจอร์ Eye Protection อันนี้เป็นฟีเจอร์สำหรับกรองแสงสีฟ้าครับ ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่ดีทีเดียว เพราะว่าไปแล้ว ในบรรดาสมาร์ทโฟนที่วางจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบัน ยังไม่ค่อยมีฟีเจอร์นี้สักเท่าไหร่

โดยฟีเจอร์นี้สามารถเปิดการใช้งานได้ง่ายๆ เพียงลากแถบ Notification Bar ลงมา แล้วเลือก Eye Protection เท่านั้นเองครับ

เซฟ Screenshot แบบยาว: very COOL

IMG_20161205_154745-650x488

IMG_20161205_154823-650x488
จับสกรีนช็อตแบบยาวได้ถึง 10 หน้า

ปกติแล้วการถ่าย Screenshot ก็จะเหมือนๆ กันคือ ไม่กดปุ่ม HOME หรือ Power On/Off แล้วตามด้วย Volume Down แต่ของ OPPO A39 เราสามารถแคปเจอร์ Screenshot ในขนาดยาวได้ครับ โดยการกด Power On/Off แล้วตามด้วย Volume Up ถือเป็นฟีเจอร์ที่ COOL มาก

Selfie: นี่คือจุดขาย แต่ยังสู้ F1s ไม่ได้

ส่วนต่อมาที่จะพูดถึงก็คือ เรื่องของการเซลฟี่ครับ โดย OPPO A39 ใช้สโลแกน Unstoppable Selfies ซึ่งจากที่ลองมา สามารถใช้งานด้านเซลฟี่ได้ดีระดับหนึ่ง ถ้าเทียบกับ A37 รุ่นที่วางจำหน่ายก่อนหน้านี้

แต่ถ้านำไปเทียบกับ OPPO F1s จะกลายเป็นว่า A39 ยังไม่ตอบโจทย์ด้านการเซลฟี่ไปเลยทันทีครับ เนื่องจากว่า การรับแสงจากเซนเซอร์ยังทำได้ไม่ดีนัก การวัดแสงและการถ่ายย้อนแสง ส่วนตัวคิดว่าไม่โอเคเท่า F1s ทำให้เวลาที่จะถ่ายเซลฟี่แสงที่อยู่รอบๆ วัตถุจะดูฟุ้งๆ และไม่เป็นธรรมชาติ กอปรกับขนาดพิกเซลที่น้อยกว่า OPPO F1s ค่อนข้างมาก จึงทำให้ภาพที่ถ่ายด้วยเซลฟี่สองรุ่นนี้จึงมีความแตกต่างกันค่อนข้างเยอะ

ทั้งนี้ OPPO A39 จะมาพร้อมกับฟีเจอร์ Beautify 4.0 ที่จะทำให้หน้าของเราเนียนขึ้น ซึ่งจากที่ลองใช้มา การปรับระดับที่ระดับเลเวล 7 จะทำให้น่าเราดูประหลาด ผมคิดว่าการถ่ายด้วย Beautify 4.0 ควรจะปรับระดับที่เลเวล 4 จะดูเป็นธรรมชาติที่สุดครับ

ทดสอบ: กล้องหน้า

IMG_20161205_154332-650x488

ส่วนกล้องหลังผม ถือว่าโอเคทีเดียวครับ ใช้เวลาไม่รู้สึกติดขัดเท่ากับกล้องหน้าสักเท่าไหร่ หรือเป็นไปได้ว่า A39 น่าจะเป็นรุ่นที่เน้นการถ่ายด้วยกล้องหลังมากกว่ารึเปล่า?

โดยเวลาที่ถ่ายด้วยกล้องหลังในสภาวะที่แสงพอเหมาะจะขับให้ภาพออกมาดูโดดเด่นใช้ได้ ส่วนการถ่ายในเวลากลางคืนถือว่า พอใช้ได้ครับ แม้จะมี Noise ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ถือว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ครับ

IMG_20161205_154914-650x488

นอกเหนือจากนี้กล้องหลังยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจ เช่น Ultra HD ที่จะปรับความละเอียดสูงสุด 50 ล้านพิกเซล, GIF, Expert Mode, Filters, Double Exposure

ทดสอบ: กล้องหลัง

อย่างไรก็ตามถ้าหากคุณเน้นการถ่ายเซลฟี่จริงๆ ผมขอเชียร์ให้อัปเกรดไปเป็น OPPO F1s จะดีกว่า

แบตเตอรีอึด: ลองมาแล้วใช้ได้ 1 วันเต็มๆ

IMG_20161205_155123-650x488

นอกเหนือจากกล้องถ่ายภาพ สิ่งที่ชอบจริงๆ ในรุ่นนี้ก็คือ เรื่องของแบตเตอรีครับ ด้วยขนาดประจุแบตเตอรีที่ 2,900 mAh ซึ่งถือว่าเยอะมาก รวมถึงการการจัดการบริโภคแบตเตอรีที่ทำได้ค่อนข้างดี จึงยืดอายุการใช้งานตัวเครื่องในหนึ่งวันได้นานมากๆ แต่ถ้ายังไม่พอใจในคุณภาพ Power Optimization ของตัวเครื่อง

เมื่อดูองค์ประกอบอื่นๆ ที่ทำให้ OPPO A39 แบตค่อนข้างอึด คงต้องพูดถึงความละเอียดหน้าจอด้วย เพราะขนาดความละเอียดหน้าจอ HD (720p) ทำให้การแสดงผลหน้าจอ และชิปประมวลผลไม่ต้องทำงานหนักเกินไป จึงสามารถเอาส่วนการประมวลผลอื่นไปจัดการด้านแอปพลิเคชันที่มีแนวโน้มจะ ‘ซด’ แบตเตอรีแทน

นอกเหนือจากนี้ด้วยความที่ OPPO A39 เป็นรุ่นเล็ก จึงไม่มีเทคโนโลยี VOOC ทำให้การชาร์จแบตเตอรี อาจจะต้องรอสักหน่อย

IMG_20161205_155057-650x488

สำหรับการใช้งานในหนึ่งวัน ส่วนใหญ่แล้วก็จะคล้ายๆ กับผู้ใช้งานทั่วไป ก็จะมีการใช้งานแชตที่ค่อนข้างเยอะหน่อย มีดู YouTube, ดูซีรีส์ ซึ่งแอปพลิเคชันเหล่านี้มีการเรียกใช้งาน screen ค่อนข้างเยอะ แต่ก็ยังทำให้ตัวเครื่องสามารถใช้งานได้ครบหนึ่งวันสบายๆ

ระบบ 2 ซิม: แยกช่องซิม และ MicroSD

IMG_20161205_154519-650x488

อันที่จริงความสามารถนี้มีมาตั้งแต่ OPPO F1s แล้ว แต่ในเมื่อความสามารถในการแยกช่องซิมและไมโครเอสดี แยกออกจากกัน มีมาในรุ่นขนาดเล็กอย่าง OPPO A39 ด้วย ผมจึงถือว่า นี่เป็นข้อดีครับ

ในความเห็นส่วนตัว ผมไม่ติดขัดใดๆ กับการใช้ Hybrid Slot ที่ผู้ใช้จะต้องเลือกระหว่างช่องซิมที่สอง กับไมโครเอสดีก็จริง แต่พอได้เห็นตัวเครื่อง OPPO A39 ที่ผู้ใช้ไม่ต้องเลือกเลย เราสามารถใช้งาน 2 ซิมได้ โดยที่ไม่ต้องเสียสละช่องไมโครเอสดี อันนี้ถือว่าดีงามมากๆ

ระบบปฏิบัติการ: น่าเป็นห่วง

อย่างไรก็ตาม OPPO A39 ถือว่ามาในระบบปฏิบัติการที่ค่อนข้างเก่าไปมากแล้วอย่าง Android 5.1 Lollipop ซึ่งดูความเป็นไปได้แล้ว โอกาสที่จะได้รับการอัปเดทเป็น Android 6 Marshmallow ค่อนข้างริบหรี่ แม้ประสิทธิภาพตัวเครื่องในภาพรวม การออกแบบที่ใช้ได้ แต่หากไม่มีการอัปเดทเวอร์ชันใหม่ๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าคิดเหมือนกันครับ

สรุป

IMG_20161205_153532_1-650x488

สำหรับราคาเปิดตัว OPPO A39 อยู่ที่ 7,990 บาท ซึ่งราคานี้ห่างจาก OPPO F1s ที่งวางจำหน่าย 9,990 บาท เพียงนิดเดียวเท่านั้น (ล่าสุด OPPO ออกรุ่น F1s Black Limited Edition ด้วย) จึงรู้สึกว่าราคามันก้ำกึ่งสักหน่อย

ถ้าจะให้กล่าวแบบสรุปสั้นๆ ให้ได้ใจความที่สุด ถ้าชอบตัวเครื่องที่พกพาง่าย ไปที่ OPPO A39 ได้เลย แต่ถ้าต้องการกล้องเซลฟี่ที่ดี มีสแกนลายนิ้วมือ เลือก OPPO F1s จะดีกว่าครับ

สเปกเครื่อง OPPO A39

  • ขนาดหน้าจอ 5.2 นิ้ว HD
  • ชิปประมวลผล MT6750 Octa-core 64-bit
  • RAM 3GB
  • ROM 32GB
  • แบตเตอรี 2,900 mAh
  • กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล f/2.4
  • ระบบปฏิบัติการ Android 5.1
  • อินเตอร์เฟส ColorOS 3.0

Comments