หน้าแรก Tech Reviews

รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

AsusZenFone Laser ZE500KG 001 650x365 - รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

Asus ZenFone 2 Laser มือถือแอนดรอยด์อีกรุ่นในซีรีย์ Asus ZenFone 2 มีเพิ่มลูกเล่น laser autofocus เข้ามาช่วยเพิ่มความน่าสนใจ โดยฟังก์ชั่นนี้จะช่วยให้การโฟกัสภาพตอนถ่ายรูปของเราทำได้ดีขึ้น แม่นยำขึ้น สำหรับรุ่นนี้แบ่งย่อยเป็น 3 โมเดล คือ ZE500KL, ZE550KL, ZE500KG โดยโมเดลที่เราจะรีวิวให้ชมคือ ZenFone 2 Laser (ZE500KG) น้องเล็กสุด มาพร้อมกับหน้าจอ 5 นิ้ว กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล (รุ่นอื่น 13 ล้านพิกเซล)

ข้อมูลสเปก Zenfone 2 Laser ZE500KG

  • จอ IPS LCD ขนาด 5.0 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1280 พิกเซล (294ppi) กระจก Gorilla Glass 4
  • รัน Android 5.0 (Lollipop) with Zen UI
  • ซีพียู Qualcomm MSM8916 Snapdragon 410 Quad-core 1.2 GH
  • ชิปกราฟฟิก Adreno 306
  • แรม 2G
  • หน่วยความจำ 16GB ROM + microSD สูงสุด 128GB
  • รองรับ 2 ซิม dual-standby
  • รองรับ 3G 850/900/1900/2100 Z(SPA 42.2/5.76 Mbps)
  • รองรับ 4G LTE
  • Bluetooth 4.0, USB 2.0, USB OTG
  • กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล รูปรับแสง f/2.0 + autofocus + dual truetone flash, laser autofocus
  • กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
  • แบต Li-Po 2400 mAh
  • ตัวเครื่อง 143.7 x 71.5 x 10.5 มม.
  • น้ำหนัก 140 กรัม

สำรวจตัวเครื่อง

AsusZenFone Laser ZE500KG 013 650x365 - รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

อย่างที่บอกตอนแรกว่า ZenFone 2 Laser จะมีด้วยกัน 3 โมเดลคือ หลักๆ ที่เห็นความแตกต่างคือ 2 โมเดล ZenFone 2 Laser รหัส ZE500KG  หน้าจอขนาด 5.0 นิ้ว และ Zenfone 2 Laser รหัส ZE500KL รุ่นหน้าจอ 5.5 นิ้ว ทั้งคุ่ความละเอียด HD 720p เท่ากัน ส่วนตัวคิดว่าZE500KG จะให้จอที่คมกว่า ZE500KL และราคาที่ถูกกว่า สเปกอื่นๆ ก็เหมือนกันเช่น Gorilla Glass 4 กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล

ZenFone 2 Laser อีกหนึ่งซีรีย์จาก Asus ZenFone 2 ทั้งดีไซน์งานประกอบ จะเหมือนกับ ZenFone 2 แตกต่างกันเพียงแค่ ด้านหลังที่มีการจัดวางตำแหน่งแฟลชที่แตกต่างกัน ตรงกลางของด้านหลังมีปุ่มเพิ่มลดเสียงเหมือนกัน ส่วนปุ่ม Power จะอยู่ด้านบนเหมือนกับ ZenFone 2

ส่วนตัวผมคิดว่างานประกอบของ ZenFone 2 ดูดีกว่า ZenFone 2 Laser เล็กน้อย เก็บรายละเอียดเล้กๆ น้อยๆ ได้ดีกว่า อกทั้งฝาหลังดูมีลาดลาย ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมกว่า

เช่นเคยรุ่น ZenFone 2 Laser ก็รองรับ 2 ซิมใช้ซิมแบบ micro SIM ทั้งคู่ นอกจากนั้นยังสามารถถอดแบตได้ด้วย ด้านในในจะวางตำแหน่งซิมแตกต่างจาก ZenFone 2 และยังสามารถเพิ่ม MicroSD สุงสุด 128GB

การแกะฝาหลังควรแกะด้วยความระมัดระวัง ถือไม่ดีเครื่องอาจจะหลุดมือขณะแกะได้ ซึ่งผมเองก็เกือบทำหลุดมือไปแล้ว วิธีการแกะจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ซึ่งตอนใช้ความเคยชิน หากเคยแกะฝาหลังของ ZenFone 2 มาก่อนก็ไม่น่าจะแกะยาก ที่สำคัญเวลาใส่ฝาหลังกลับคืน ควรใส่เบาๆ ค่อยๆไล่กดตามมุม อย่ากดแรงมาก เดี๋ยวฝาจะพัง ส่วนแบตให้มา 2400 mAh

สำหรับกล้องหลังให้มา 8 ล้านพิกเซล dual-LED (dual tone) flash พร้อมด้วย laser autofocus

ซอฟท์แวร์

ด้านซอฟท์แวรมาพร้อมกับ Android 5.0 (Lollipop) อยู่ในแผนที่จะอัพเกรดให้เป็น Android 6.0 (Marshmallow) อินเตอร์เฟส Asus ZenUI เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ปรับปรุงให้ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับตัวเอง หน่วยความจำในตัวเครื่อง 16GB เหลือให้ใช้งานราวๆ 10.8GB ตัวอินเตอร์เฟสเองสามารถดาวน์โหลดธีมได้จากระบบของ Asus ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายธีม นอกจากนั้นทาง Asus ยังพัฒนาเครื่องมือสำหรับคนที่ต้องการย้ายข้อมูลจากเครื่องเดิมมาที่เครื่องใหม่

2015 12 15 23 54 22 650x383 - รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

อินเตอร์เฟสเน้นความเรียบตามแบบฉบับของ Asus ไม่ได้เติมแต่งเยอะ เพราะต้องการให้อินเตอร์เฟสทำงานได้เบาที่สุด เวลาใช้งานจะได้ไม่หน่วง จากที่ใช้งานพบว่าตอบสนองได้ลื่นไหล ไม่เจออาการหน่วงหรือกระตุกให้เห็นเลย

อินเตอร์เฟสของ Asus จะออกแบบให้มีความเรียบง่าย ยกตัวอย่างหน้าแจ้งเตือนเมื่อเราลากนิ้วลงมาจะแสดงหน้าแจ้งเตือนต่างๆ หากลากลงมาอีกทีจะเป็นหน้า Quick Settings สำหรับเปิดและปิดฟังก์ชั่นต่างๆ ของเครื่อง ในหน้าโฮมเองก็ออกแบบมาให้เรียกใช้งานง่าย เพียงแค่กดค้างที่บริเวณหน้าจอโฮมสกรีน จะปรากฏเมนูปรับแต่งหน้าโฮมขึ้นมาทันที

2015 12 15 23 54 32 650x384 - รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

 

มีฟังก์ชั่นห้ามรบกวน หรือ Do not disturb เป็นนึงในฟังก์ชั่นที่ผมชอบมาก มีในมือถือและแท็บเล็ตหลายรุ่น ซึ่งผมเองก็มักจะตั้งค่าเปิดใช้งานฟังก์ชั่นนี้ การจัดการเกี่ยวกับการแจ้งเตือนต่างๆ เช่นเวลา 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า ห้ามแจ้งเตือน ปิดเสียงทุกอย่าง รวมถึงเมื่อมีสายเข้าด้วย เราสามารถกำหนดช่วงเวลาได้เอง

1442854673750 650x384 - รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

มีฟังก์ชั่น ZenMotion มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือ Touch Gesture คือการสั่งงานด้วยการเขียนสัญญาลักษณ์บนหน้าจอเป้นตัวอักษรต่างๆ และ Motion Gesture คือการสั่งงานด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่ต้องแตะหน้าจอ เช่น เมื่อหน้าจอเปิดอยู่เคาะหน้าจอสองครั้งแบบเร็วๆเพื่อล็อกหน้าจอ และเคาะสองครั้งเพื่อเปิดหน้าจอเมื่อหน้าจอปิดอยู่

มีโหมดใช้งานมือเดียวมาให้ ก่อนใช้งานต้องเปิดใช้งานก่อน ส่วนวิธีเรียกใช้งานคือกดที่ปุ่มโฮม 2 ครั้งติดๆ กัน หน้าจอจะย่อหลัง ทำให้ใช้งานมือเดียวสดวกขึ้น

2015 12 15 23 58 54 650x390 - รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

ประสิทธิภาพ

ในแง่ประสิทธิภาพนั้นหายห่วง จากการใช้งาน หากไม่นับเรื่องกล้อง ส่วนอื่นๆ ก็ไม่เจออาการหน่วงให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ด้วยซีพียูรุ่น Qualcomm MSM8916 Snapdragon 410 ซึ่งเป็น Quad-core 1.2 GHz Cortex-A53 ชิปกราฟฟิกเป็น Adreno 306 แรม 2GB LPDDR3 หน่วยความจำภายใน 16GB เหลือให้ใช้งานราวๆ 10GB สามารถเพิ่ม microSD สูงสุด 128GB ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งาน ดูหนังฟังเพลง เล่นเกมส์แบบสบายๆ ไม่ต้องกังวลปัญหากระตุกเลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแอพที่เปิดค้างไว้ด้วย หากเปิดเยอะ ควรเคลียร์แอพให้หมดก่อน การจัดการแอพพลิเคชั่นที่จะให้เริ่มต้นทำงานอัตโนมัติก็มีส่วนสำหรับในการส่งผลต่อการทำงานของเครื่องโดยตรง หากเปิดไว้เยอะ เครื่องจะก็ช้าไปด้วย ฉะนั้นควรเปิดเพียงแค่แอพที่จำเป็นครับ

2015 12 15 23 55 27 650x578 - รีวิว Asus ZenFone 2 Laser (ZE500KG)

กล้อง

กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล มีโหมดถ่ายภาพแยกย่อยมาให้เยอะแยะมากมาย ดูเกินความจำเป็น คงน้อยคนที่เปิดกล้องมาจะเลือกโหมดกล้องก่อนแล้วค่อยถ่าย ส่วนมากเปิดมาแล้วก็ถ่ายเลย ผมว่าตรงนี้ใส่มาให้เยอะไป ควรทำแบบซัมซุงใส่มาให้แต่พอดี ใครอยากได้เพิ่มก็โหลดมาติดตั้งเอง ในรุ่นนี้เองก็มีโหมดกล้องโปรมาให้สำหรับคนที่ต้องการภาพที่แตกต่างไปจากแบบที่ระบบให้มา

เวลากดถ่ายภาพ บางช่วงจะมีอาการหน่วงนิดหน่อย โดยเฉพาะเวลาเปิดแฟลช และเวลาถ่ายรูปด้วยกล้องหน้าซัตเตอร์จะหน่วงเล็กน้อย

อย่างที่ทราบกล้องหน้าให้มา 8 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลชที่เลือกได้ไว้จะเปิดค้างไว้เวลาถ่ายภาพ หรือจะให้ทำงานเป็นแฟลชปกติ กล้องหน้ามีอินเตอร์เฟสที่แตกต่างไปจากกล้องหลัง โดยจะมีโหมดบิ้วตี้เพิ่มเข้ามา สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้เองตามต้องการ เช่าตา, ใบหน้า, ความเนียน, โทนสีของใบหน้า ซึ่งแต่ละแบบสามารถปรับได้ถึง 10 ระดับเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงเปิดให้ปรับได้เยอะ ก็กลายเป็นว่าเพิ่มความยุ่งยาก เพราะกว่าจะถ่ายได้ต้องปรับอยู่หลายที สลับไปมาหลายรอบ กินเวลาพอสมควร

โหมดการถ่ายภาพของกล้องมีให้เลือกถึง 16 โหมด ได้แก่ Low Light Mode สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย ให้ภาพมีความสว่างขึ้นกว่าปกติถึง 400% หรือจะเป็นโหมด Super HDR ที่ช่วยให้สามารถเก็บรายละเอียดภาพได้ครบถ้วน แม้จะถ่ายย้อนแสง นอกจากนี้ยังมีโหมดถ่ายภาพสำหรับมืออาชีพอย่างโหมด Manual